การรับจำนำในประเทศไทยมีมาตั้งแต่สมัยโบราณปรากฏตามหลักฐานในรัชสมัยพระบรมโกษฐ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยโปรดให้ตราเป็นพระราชกำหนดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2234 เพื่อควบคุมการรับจำนำ โดยกำหนดให้การรับจำนำกระทำในเวลากลางวัน การให้จำนำกันให้แต่คนที่รู้จักกันดี และในปี พ.ศ. 2411 มีการตราพระราชบัญญัติ กำหนดไม่ให้เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเก้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 ทางราชการเข้าควบคุมการดำเนินกิจการรับจำนำ โดยโปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ รัตนโกสินทร์ศก 114 ขึ้นใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2439 กำหนดให้ผู้ที่จะตั้งโรงรับจำนำต้องขออนุญาตมีการกำหนดค่าธรรมเนียม และระยะเวลาการใช้ใบอนุญาต กำหนดเวลาจำนำ และไถ่ถอนกำหนดให้จัดทำตั๋วจำนำ และบัญชีไว้เป็นหลักฐาน และกำหนดอัตราดอกเบี้ยจำนำ
ใน พ.ศ. 2480 รัฐบาลได้ออกกฎหมายโรงรับจำนำฉบับใหม่ กำหนดหลักการอนุญาตให้การตั้งโรงรับจำนำต้องกระทำโดยวิธีประมูลทุกระยะเวลา 5 ปี และกำหนดให้ผู้รับจำนำต้องเสียค่าใบอนุญาตเป็นรายเดือน แต่หลักการที่ว่าให้ประมูลตั้งโรงรับจำนำและค่าใบอนุญาตนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่เทศบาลเป็นผู้รับจำนำ อย่างไรก็ตามก็ไม่ปรากฏว่ามีเทศบาลแห่งใดจัดตั้งโรงรับจำนำขึ้นแต่อย่างใด
จนถึงปี พ.ศ. 2498 รัฐบาลในสมัย ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีนโยบายจัดตั้งโรงรับจำนำของรัฐเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2498 โดยใช้ชื่อย่อว่า “โรงรับจำนำของรัฐ” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “สถานธนานุเคราะห์“ ขึ้นกับสำนักงานสถานธนานุเคราะห์ ซึ่งมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น